จับตา AFTA : เขตการค้าเสรีอาเซียน
รู้จักอาฟต้า
ได้แบ่งกลุ่มที่จะต้องนำมาลดภาษี (Inclusion List) ออกเป็น 2 ประเภท
Fast Track
ประกอบด้วยสินค้า 15 กลุ่ม ได้แก่ น้ำมันพืช เคมีภัณฑ์ ซีเมนต์ เยื่อกระดาษ ปุ๋ยสิ่งทอ อัญมณีและเครื่องประดับ ผลิตภัณฑ์พลาสติก ผลิตภัณฑ์ยาง ผลิตภัณฑ์หนัง ผลิตภัณฑ์เซรามิคและแก้ว เครื่องไฟฟ้าทำจากทองแดง อิเลกทรอนิกส์ และเฟอร์นิเจอร์ไม้ และหวาย
Normal Track ซึ่ง ประกอบด้วยสินค้าส่วนใหญ่ภายใต้ AFTA สินค้าที่มีอัตราสูงกว่า 20% ให้ลดเหลือ 0-5% ภายในปี พ.ศ. 2546 (ค.ศ. 2003) และสำหรับสินค้าที่มีอัตราภาษีในระดับ 20% หรือต่ำกว่าให้ลดลงเหลือ 0-5% ภายในปี พ.ศ. 2543 (ค.ศ. 2000)
นอกจากนี้ ภายใต้ความตกลง ยังมีมีสินค้าบางกลุ่มที่ได้รับการต่อเวลาในการลดภาษีและได้รับการยกเว้นภาษี ดังนี้
ก. ข้อยกเว้นทั่วไป (General Exclusion List) สินค้าที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ ศีลธรรมและจริยธรรมของสังคม ชีวิตและสุขภาพอนามัยของประชาชน ทรัพย์สินมีค่าทางประวัติศาสตร์ สัตว์และพืช ศิลปวัตถุโบราณ จะได้รับการยกเว้นจากการลดภาษี
ข. รายการสินค้าที่ขอยกเว้นภาษีชั่วคราว (Temporary Exclusion List - TEL) สินค้าจะต้องมีภาษีเหลือที่อัตรา 0-5% ในปี 2546 (ค.ศ. 2003) ทั้งนี้ บางประเทศสมาชิกไม่สามารถนำสินค้า TEL งวดสุดท้ายมาลดภาษีได้ตามกำหนดในปี 2543 (ค.ศ. 2000) ซึ่งจะต้องมีการหารือเพื่อจัดทำแนวทางการชะลอการลดภาษีต่อไป
ค. สินค้าเกษตรไม่แปรรูปประเภทอ่อนไหวปกติ (Sensitive List) จะตัองนำมาเริ่มลดภาษีในปี 2544-2546 ( ค.ศ. 2001-2003) เพื่อให้เหลือภาษีที่อัตรา 0-5% ในปี 2553 (ค.ศ. 2010) และเริ่มลดภาษีสินค้าเกษตรไม่แปรรูปประเภทอ่อนไหวสูง (Highly Sensitive List) ได้แก่ ข้าว ในปี 2544-2548 (ค.ศ. 2001-2005) สิ้นสุดในปี 2553 (ค.ศ. 2010)
หมายเหตุ*แต่ ละชาติจะมีวิธีการกำหนดรายการสินค้าในแต่ละหมวดไม่เหมือนกันขึ้นอยู่กับความ สามารถ และวิสัยทัศน์ ของผู้ปกครอง และข้าราชการที่รับผิดชอบของแต่ละประเทศ
ความเคลื่อนไหวของภาครัฐในปัจจุบัน
• กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศได้จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากเกษตรกรในภาค ต่างๆทั่วประเทศ ภาคเหนือที่จ.เชียงใหม่ จากนั้นจะรวมรวมความคิดเห็นทั้งหมดเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ภายในเดือนกรกฏาคมนี้ เพื่อหามาตรการรอบรับการเปิดเสรีครั้งนี้ จากนั้นจะนำเสอนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดพิจารณาต่อไป
มาตรการรองรับเท่าที่มีอยู่
• กองทุน FTA ช่วยเหลืออยู่แล้ว เกษตรกรสามารถรวมกลุ่มเขียนโครงการเข้ามาขอรับเงินช่วยเหลือจากกองทุนได้ แต่ที่ผ่านมาแทบไม่มีเกษตรกรเข้ามาขอความช่วยเหลือจากการทุน โดยเฉพาะผู้ได้รับผลกระทบจาก FTA ผัก - ผลไม้ ระหว่างไทยและจีน ในปี 2551 ที่ผ่านมากองทุนมีงบประมาณอยู่ 340 ล้านบาท แต่มีผู้ได้รับผลกระทบขอใช้วงเงินเพียง 100 ล้านบาทเท่านั้น
• ปัจจุบันด่านตรวจพืชมีทั้งหมด 35 แห่งทั่วประเทศ แต่จะเพิ่มเป็น 41 แห่งในปีหน้า
• ส่วนการนำเข้ามี พ.ร.บ.กักกันพืชฉบับแก้ไขเพิ่มเติมปี 2551 หากนำเข้าข้าวเปลือกถือเป็นสิ่งต้องห้าม ยกเว้นเพื่อการทดลอง-วิจัย ต้องขอนุญาตจากอธิบดีกรมวิชาการเกษตรโดยตรง สำหรับการนำเข้าข้าวเจ้าเพื่อการค้าก็ไม่อนุญาตให้นำเข้า ขณะที่การนำเข้าเมล็ดพันธุ์ข้าวเปลือก ต้องผ่านการรับรอง GMO และ พ.ร.บ.พันธุ์พืช 2518 การนำเข้าข้าวต้องผ่านการตรวจสอบตามมาตรฐานสากล
ผลกระทบทางลบที่อาจจะเกิด
• เกิดแรงจูงใจนำเข้าข้าวจากต่างประเทศในราคาถูกกว่าเพื่อมาส่งออกหรือขายใน ประเทศ และการขายในประเทศจะดึงให้ราคาข้าวในประเทศต่ำลง
• เนื่องจากยังมีความต่างเรื่องคุณภาพอยู่ระหว่างข้าวไทยและข้าวในต่างประเทศ ผู้บริโภคอาจจะยังไม่ปรับเปลี่ยนการบริโภค เว้นเสียแต่ว่าราคาจะต่างกันมาก
• การสวมสิทธิข้าวภายใต้โครงการรับจำนำ เนื่องจากการตั้งราคารับจำนำสูงมาก
• การปนเปื้อนจีเอ็มโอ
ผลกระทบทางบวกที่อาจเกิดขึ้น
• เกษตรกรในประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะลาวและกัมพูชาอาจจะได้รับการเสนอราคาที่สูงขึ้นหากสามารถนำเข้ามา ขายในไทยได้โดยไม่ต้องเสียภาษี
การเปิดตลาดข้าวภายใต้เขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA)
(ข้อมูล ณ 6 กรกฎาคม 52)
1. เรื่องเดิม
1.1 ประเทศไทยมีพันธกรณีจะต้องลดภาษีและยกเลิกมาตราการโควต้าภาษี (Traiff Rate Quota:TRQ)สินค้าเกษตรภายใต้ AFTA จำนวน23รายการ ซึ่งมีสินค้าข้าวอยู่ด้วย ในปี 2546 กำหนดให้ต้องลดภาษีเหลือร้อยละ 0.5 และให้ยกเลิกโควต้านำเข้าและในปี 2553 ให้ลดภาษี (สินค้าทั้ง 23รายการ) เหลือร้อยละ 0
1.2 คณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (กนศ.)ได้มีมติเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2550 ให้ยกเลิกมาตราการโควต้าภาษีสินค้าข้าวภายใต้AFTA ภายในไม่เกิน 1มกราคม 2553
1.3 กระทรวงการคลังได้ออกประกาศลดภาษีตามพันธกรณีสำหรับสินค้าทั้ง 23 รายการแล้ว โดยสินค้าข้าวจะลดภาษีเหลือร้อยละ 0ในวันที่1 มกราคม 2553
1.4 จากพันธกรณี และมติกศน. ไทยจำเป็นต้องยกเลิกมาตราการ โควต้าภาษีนำเข้าข้าวเพื่อบรรลุข้อตกลง AFTA ซึ่งประเทศอาเซียนอื่นก็ต้องปฏิบัติตามด้วย
2.สถานการณ์
2.1 ปริมาณและมูลค่าการนำเข้าข้าวของไทยกับกลุ่มอาเซียน ประเทศมีการส่งออกข้าวไปประเทศในกลุ่มอาเซียนมีปริมาณมาก ขณะที่มีการนำเข้าข้าวน้อยมาก ในปี 2551 มีการส่งออกในปริมาณ 1.58ล้านตัน มูลค่า 34,176.9 ล้านบาท ขณะที่มีการขำเข้าเพียง 299ตัน มูลค่า 0.9 ล้านบาท
2.2 ปริมาณการค้าข้าวของไทยกับกลุ่ม CLMV ปี 2551 (ที่มา: กรมศุลกากร)
ประเทศ | ไทยส่งออก (หน่วย:ตัน) | ไทยนำเข้า (หน่วย:ตัน) |
กัมพูชา | 22,301 | - |
ลาว | 19,034 | 299 |
พม่า | 12,102 | - |
เวียดนาม | 3,546 | 0.016 |
รวม | 56,983 | 299.016 |
2.3 แนวโน้มการส่งออกของ CLMV และไทย จากข้อมูลกระทรวงเกษตรของสหรัฐฯ (หน่วย : ล้านตัน)
ประเทศ | ปี 2550/51 | ปี 2551/52 | +/-(%) |
เวียดนาม | 4.65 | 5.2 | 11.8 |
กัมพูชา | 0.50 | 0.4 | -20.0 |
ลาว | 0.008 | - | - |
พม่า | 0.541 | 0.50 | -7.6 |
รวม (CLMV) | 5.699 | 6.1 | 7.0 |
ไทย | 10.0 | 9.0 | -10.0 |
2.4 มาตราการนำเข้าสินค้าข้าวในปัจจุบัน เป็นมาตราการสำหรับข้าวที่นำเข้าภายใต้ WTO โดยมีอัตราภาษีในโควต้า 20% และอัตราภาษีโควต้า 52% ซึ่งผู้นำเข้าต้องนำเข้าข้าวที่มีถิ่นกำเนิด และส่งมาจากประเทศสมาชิก WTO หรือ สปป.ลาว และต้องมีหนังสือรับรองแสดงการได้รับสิทธิชำระภาษีตามพันธกรณี ความตกลงการเกษตรภายใต้ WTO
สำหรับผลการนำเข้าข้าวภายใต้ พันธกรณีข้างต้น มีการนำเข้าข้าวโควต้า 2,806 ตัน หรือคิดเป็นร้อยละ 1.12 ของปริมาณในโควต้า (245,757 ตัน)
2.5 เปรียบเทียบอัตราภาษีนำเข้าภายใต้ AFTA ของกลุ่มประเทศอาเซียน
ประเทศ | อัตราภาษีนำเข้าข้าวภายใต้ AFTA | หน่วยงานนำเข้าข้าวของภาครัฐ | |
ก่อน 1ม.ค.53 | หลัง 1 ม.ค. 53 | ||
| 1.ไทย | 5% | 0% | |
| 2.บรูไน | 0% | 0% | |
| 3.สิงโปร์ | 0% | 0% | |
| 4.มาเลเซีย | 40% | 20% | BERNAS |
| 5.อินโดนีเซีย | 30% (WTO) | 30%(WTO) | BULOG |
| 6.ฟิลิปปินส์ | 50% | N/A | NFA |
| 7.กัมพูชา | 5% | 5% | |
| 8.ลาว | 5% | 5% | |
| 9.พม่า | 5% | 5% | |
| 10.เวียดนาม | 30% | 20%(ข้าวหอมมะลิ) | |
สรุปเวที “จับตาเปิดเสรีสินค้าเกษตร อนาคตเกษตรกรกับนโยบายรัฐที่ต้องถามหา”
วันพฤหัสบดีที่ 2 กรกฎาคม 2552
ณ ห้องนนทรี3 เคยูโฮม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
1.ผลกระทบจากการเปิดเสรีสินค้าเกษตรภายใต้เขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA)
1.1ลดการปกป้องเกษตรกร ข้อสังเกตุโครงสร้างและกลไกเรื่องการลดกำแพงภาษี 0% ทันทีในปีหน้าของรัฐบาลไทย ขณะที่ประเทศคู่ค้าสำคัญยังชลอการลดภาษีเป็น0% เช่น มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ (จากข้อมูล)
1.2 คุณภาพผลผลิต การเตรียมความพร้อม เช่น มาตราการกีดกันนอกจากระบบศุลกากร การควบคุมผู้นำเข้า การตรวจสอบคุณภาพผลผลิต และการปนเปื้อนจีเอ็มโอ ยังไม่สามารถการันตีและน่ากังวล
1.3 ระบบการเยียวยาที่ผ่านมา ยกตัวอย่าง การเปิดเสรีทางการค้าไทย-จีน ไม่ได้แก้ที่ต้นตอและทั้งระบบ
1.4 เกษตรกรรายย่อยไม่พร้อมจะแข็งขัน สินค้าเกษตรกรรมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คล้ายคลึงกัน ต้นทุนการผลิตสินค้าเกษตรกรประเทศไทยสูงกว่า แต่ผลิตภาพต่อไร่ต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้าน (จากข้อมูล)
1.5 คุณภาพชีวิตเกษตรกรไทย อาฟต้าเป็นเงื่อนไขซ้ำเติมของปัญหาในภาคเกษตรกรรม ขณะที่เกษตรกรไทยที่ยังวนวียนอยู่กับปัญหาการเข้าถึงทรัพยากร ไร้ที่ดินทำกิน หนี้สินและราคาผลผลิตตกต่ำ
1.6 รัฐบาลเป็นพ่อค้ารายใหญ่ จากโครงการรับจำนำ ซื้อแพง-ขายถูก ซึ่งสามารถกำหนดราคาต่อผู้ซื้อ
1.7 ปัญหาเรื่องการวางแผนการผลิต ข้อมูลการผลิตพืชเศรษฐกิจจากหน่วยงานรัฐไม่ตรงกับความจริง
1.8 การขาดการรับรู้และมีส่วนร่วมจากเกษตรกร เวทีประชาพิจารณ์ของกระทรวงพาณิชย์จำนวน6ครั้งที่ผ่านมาได้สะท้อนปัญหาดังกล่าว
2.เสนอทางเลือก และการรับมือต่อเขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA)
2.1 ชะลอการเปิดเสรี0% ในทุกๆทาง และจัดกลุ่มรายการสินค้าอ่อนไหว
2.2 สร้างกระบวนการสื่อสารของผู้ผลิตคนที่อยู่ในวงจรข้าวและพืช วางแผนการผลิตที่สอดคล้องกับตลาด
2.3 ทบทวนทิศทางการปลูกพืชเศรษฐกิจ ภายใต้บริบทปัจจุบัน (วิกฤติโลกร้อน การเปิดเสรีและพลังงาน)
2.4 แก้ปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำทั้งระบบในระยะยาว มุ่งพัฒนาคุณภาพผลผลิตและวิเคราะห์ความสามารถในการแข่งขันพืชรายตัว
2.5 เกษตรกรรวมกลุ่มเป็นองค์กรเพื่อเพิ่มพลังในการต่อรอง และวางแผนการผลิตพัฒนาและรักษาคุณภาพให้สอดคล้อง เชื่อมโยงอุปสงค์และอุปทาน โดยสร้างความร่วมมือร่วมกับภาครัฐ
2.6 หน่วยงานรัฐต้องพัฒนาฐานข้อมูลให้สอดคล้องกับความเป็นจริง
2.7 ปฏิรูประบบเกษตรกรรมทั้งระบบ เน้นสร้างความเข้มแข็งและพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกร
3.วิเคราะห์พืช ข้าว และ ข้าวโพด /ทางเลือกในระยะสั้นและระยะยาว
ข้าว | ข้าวโพด |
| ปัญหาด้านการผลิต 1.คุณภาพผลผลิต และต้นทุนสูง 2.ขาดมาตราการในการควบคุมราคาปัจจัยการผลิต ทั้งเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ยเคมีและสารเคมีทางการเกษตร | ปัญหาด้านการผลิต 1.คุณภาพผลผลิต ต้นทุนสูง หนี้สิน 2.การขยายตัวของพืชเศรษฐกิจสร้างแรงกดดันต่อทรัพยากรเสื่อมโทรม มีดินเลื่อนและถล่ม (น่าน) |
| ปัญหาด้านการค้า การตลาด 1.โครงการรับจำนำไม่ทั่วถึง ชาวนาจนไมได้ประโยชน์ 2.ความรู้ ความเข้าใจเรื่องโครงสร้างตลาดและกลไกราคาที่ขาดตอนของชาวบ้าน | ปัญหาด้านการค้า การตลาด 1.ราคาผลผลิตตกต่ำทุกสินค้า 2.โครงสร้างตลาดผูกขาด ส่งผลต่อกลไกราคา 3.ผลจากนโยบายข้อตกลง ACMECS ทำให้ข้าวโพดราคาถูกทะลักเข้ามา ปัญหาการสวมสิทธิ์จากพ่อค้า |
| ข้อเสนอ 1.รักษาคุณภาพผลผลิตและแลกเปลี่ยนสินค้า 2.แก้ที่ต้นตอโครงสร้างการค้าและตลาดมากกว่าการปํญหาเฉพาะหน้าด้วยการรับจำนำและประกัน | ข้อเสนอ 1.พัฒนาคุณภาพผลผลิตและวางแผนการผลิต 2.การจัดการทรัพยากร เช่นโฉนดชุมชน 3.การรวมกลุ่มเกษตรกร 4.การแปรรูปผลผลิตเองตั้งแต่ต้นทาง-ปลายทาง |



del.icio.us
Digg
Comments (0 posted):
Post your comment