ไทย ... สังคมซึ่งมีความ 'ตอแหล' สูงที่สุดในโลก
แลกเปลี่ยนสนทนากับพรรคพวกดีกรีปริญญาเอกจากสหรัฐอเมริกาทางด้านรัฐศาสตร์ เขาเคยผ่านการบรรยายทางวิชาการในมหาวิทยาลัยชั้นนำทั่วโลกหลายแห่ง มีเพื่อนพ้องในแวดวงวิชาการนานาชาติทางด้านรัฐศาสตร์ก็มากหน้าหลายตา บอกได้ว่า มีผลงานวิจัยศึกษาในขอบข่ายต่างๆ จากหลายประเทศทีเดียว ทั้งยุโรป, อเมริกา, ออสเตรเลีย, แอฟริกา และทางเอเชียของเรา...
เขายอมรับกับผมว่า เมื่อพิจารณาถ่องแท้ในด้านของสังคม การเมือง และวัฒนธรรมแล้ว ถือได้ให้สังคมไทยนั้นเป็นสังคมซึ่งมีความ “ตอแหล” สูงที่สุดในโลก ...เป็น The Most Tolaechest of The World?... มีทั้ง Most และ chestความจริงหลายประเทศทั่วโลก ก็มีวิชามารกันทั้งนั้นแหละครับ แต่วิชามารหรือพฤติกรรมด้านชั่วร้ายเช่นนี้ ถือว่าเป็นจำพวกวิชาอุบาทว์ ที่ไม่บังควรนำมาสั่งสอนเผยแพร่ให้พิสดารอะไรนัก เพียงแต่ให้ผู้คนหรือนักศึกษาได้พอศึกษาเรียนรับทราบกว้างๆ ว่า มันมีสิ่งเหล่านี้อยู่ เป็นประวัติศาสตร์อะไรส่วนหนึ่งทำนองนั้น...นี่เป็นข้อแรกที่แตกต่างไปจาก บ้านเรา
โดยเฉพาะ 3-4 ปีหลังผ่านมา ...แหม ...ภูมิอกภูมิใจกันนัก มีการโหมกระแส สั่งสอนวิชาว่าด้วยการตอแหลผ่านสื่อโทรทัศน์ถ่ายทอดกัน 24 ชั่วโมง ...บนเวทีการเมืองก็ ฉอด...ฉอด... วานนี้พูดอย่างหนึ่ง วันนี้พูดอีกอย่าง
เอาแค่ง่ายๆ ลองไปกรอเทปกลับคำพูดการอภิปรายของคนเป็นนายกรัฐมนตรีดูว่า ช่วงเป็นฝ่ายค้านพูดผูกมัดตัวเองยังไง แล้ววันนี้ ท่านพลิ้วบิดไปอย่างไรบ้าง? หรืออาจลืมคำพูดของตัวเองก็ได้!
การโกหก -ตอแหล ถูกผลักดันจนกลายเป็นวาระเงาด้านกลับของชาติไปเรียบร้อยหมดแล้ว ...ชาติบ้านเมืองของเรา ตลอด 3-4 ปีที่ผ่านมา ผมเห็นเราถูกดึงสลักควบคุมชนิดหนึ่งหลุดออก อาจเปรียบคล้ายทำนบเปิด เมื่อไม่มีการปิดกั้น หรือควบคุมเหล่านั้น กระแสน้ำก็ทะลักไหลปานบ้าคลั่ง ...นั่นคือกระแสของการทำลายล้างทางอำนาจ ที่ปราศจากกฎกติกา... การโกหกตอแหลจึงเป็นกระบวนการทางอำนาจ ที่ปราศจากกฎกติกา ...
การโกหกตอแหล จึงเป็นกระบวนการหลักที่ถูกนำมาใช้อย่างไม่มีการควบคุมใดๆ จึงทำให้สังคมไทยถูกปกคลุมโดยบรรยากาศเช่นนี้ หนาแน่นมาก?
ปรากฏการณ์ตอแหลที่เข้มข้นเกินระดับ ผมว่า เพราะเราได้สูญเสียตัวควบคุมดังกล่าวไป ถ้าถามว่า สิ่งที่สูญเสียนั้นคืออะไรแน่?...
มี หลายคนพยายามตอบว่า เป็นการสูญเสียของศีลธรรม แต่ผมบอกว่ามันก็ไม่เชิงนัก เพียงแต่คล้ายๆ จะเป็นแบบนั้น ...บ้างอธิบายและชี้ให้เห็นการสูญเสียของ Tolerance ที่เลือนหายไปจากสังคมไทยเรา คำอธิบายดังกล่าว หมายถึงความอดทนต่อการยอมรับในความแตกต่างของผู้คน อาจรักษาระยะห่างกันให้พอดีๆ ไม่กระทบกระเทือนในการอยู่ร่วมกัน
Tolerance เคยกระทำหน้าที่ โดยมีผลสำหรับอดีต สังคมไทยสามารถหลอมรวม อยู่อาศัยร่วมกันได้ ด้วยความหลากหลาย ...แต่การปะทะกันทางความคิด อุดมการณ์ ความแตกต่าง จนเห็นเป็นศึกสีเหลือง-สีแดง-สีฟ้า-สีน้ำเงิน เพราะเราสูญเสีย Tolerance…
ข้อนี้ผมไม่ได้เถียง มองๆ ดูแล้วน่าจะเป็นคำอธิบายที่ใกล้เคียงข้อเท็จจริงมาก แต่คิดว่า มันยังไม่เจาะตรงจุดอยู่ดี หากถามผม คงบอกว่ามันเป็นส่วนของปัญหาที่สำคัญ!
เราขาด Tolerance ไป แต่ก็มี Tolaeh เข้ามาแทนที่? นี่เองที่เป็นปัญหา
การ ทำลายล้าง ตามเช็ดเม็ดทางอำนาจ ใส่ร้ายป้ายสีตอแหล มันควรได้รับการอธิบายว่า เนื่องจากสังคมของเรา ปราศจากการตรวจสอบถ่วงดุล ขาดการควบคุมทางสังคมที่ดีเพียงพอ
เป็นผลจากผู้ใหญ่ในสังคมของชาติ บ้านเมือง ถือท้ายฝักฝ่าย กลุ่มสีเสื้ออำนาจนิยมถูกยุแหย่ ใช้เป็นเสมือนฐานกลไกรัฐและอำนาจ เป็นการให้ท้ายเด็กๆ ที่กระทำจากผู้ใหญ่ สร้างให้สังคมสิ้นสุดมาตรฐานในการควบคุมความถูกผิด โดยเฉพาะกติกา กฎหมาย กระบวนการยุติธรรม...
แล้วตัวควบคุม หรือสลักที่ถูกดึงออกไป ก็กระทบระนาวไปหาสิ่งอื่นๆ เป็นยุติธรรมไร้มาตรฐาน จรรยาบรรณ จริยธรรม อำนาจ แม้แต่ศีลธรรมก็พลอยถูกตีความเบี่ยงเบน หรือกลายเป็นสังคมขาดเหตุผล สิ้นสุดความอดทน
แล้วจากนั้นถูกปั่น กลายเป็นสังคมไอศกรีม ถูกใส่เข้าไปด้วยความเชื่อ ความคิดผิดๆ และอคติ วาทกรรมรับใช้อำนาจ ...ผสมคลุกเคล้าเข้าด้วยกัน แปรเปลี่ยนเป็นสังคมตอแหล
อำนาจก็เป็นอำนาจที่ฉ้อฉลและตอแหล
ผู้ปกครองตอแหล ...หนักเข้าถึงขั้นตอแหลลงไปในระบบเศรษฐกิจ เป็นประชาธิปไตยแบบตอแหล
ขับเคลื่อนด้วยระบบทุนนิยมตอแหล เปี่ยมไปด้วยวาทกรรมรักชาติแบบตอแหล...
กลายเป็นสังคมที่ไม่ตั้งอยู่บนความจริง ชาติบ้านเมืองเช่นนี้ไม่มีความจริงใจต่อประโยชน์ส่วนรวม เป็นบาปกรรมหนักในระดับของแผ่นดิน ...
แต่ สังคมอาจไปรอดก็ได้ เพราะคุณเนวิน ชิดชอบ รอดพ้นคดีกล้ายางพารา ท่านปฏิญาณแน่วแน่แล้ว ที่จะปกป้องสถาบันนับจากวันนี้เป็นต้นไป และจะกระทำทุกอย่าง ...ฟังแล้วทึ่งทีเดียว?



del.icio.us
Digg
Comments (0 posted):
Post your comment