"รัฐ" ผู้โยน "บาป" ผ่านแบบเรียนประถม ปลูกฝังเด็กคติ "คลั่งชาติ" เกลียดชัง "ชาวเขา" ทำลายป่า?
เมื่อ วันที่ 25 - 27 พ.ย. ที่ผ่านมา คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้จัดโครงการจัดประชุมวิชาการระดับชาติ เวทีวิจัยมนุษยศาสตร์ไทย ครั้งที่ 5 หัวข้อ "ข้า ค่า ฆ่า อัตลักษณ์ คุณค่า ความรุนแรง" โดย นาย สุนทร สุขสราญจิต อาจารย์วิชารัฐศาสตร์ สำนักวิชาศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร วิทยาเขตพะเยา ได้นำเสนอบทความจากวิทยานิพนธ์เรื่อง "มายาคติและความรุนแรงของภาพแสดงแทน "ชาวเขา" ในแบบเรียนชั้นประถม"
อาจารย์ สุนทร กล่าวว่า แนวคิดที่ทำให้ตนเองต้องหยิบนำเรื่องนี้มาศึกษา ด้วยเพราะเป็นประสบการณ์ส่วนตัวของตนเมื่อครั้งไปออกค่ายสมัยเรียนชั้น ปริญญาตรีที่จ.น่าน เมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว ซึ่งขณะที่อยู่บนรถโดยสาร ภาพที่เห็นเป็นภูเขาหัวโล้น ไกลสุดลูกหูลูกตามาก ตรงนั้นไม่มีใครอาศัยอยู่เลย แล้วอยู่ๆ ความคิดของตนก็แว่บขึ้นมาบนหัวเป็นคำสบถด่าด้วยคำหยาบว่า ทำไมชาวเขาต้องเป็นคนทำลายด้วย ไม่รู้หรือว่าป่าสำคัญขนาดไหน แต่พอได้อ่านงานเขียนต่างๆ และได้เข้าไปสัมผัสกับวิถีชีวิตของชาวเขาก็ทำให้กลับมาคิดได้ว่า ชาวเขาก็ไม่ได้เลวร้ายสุดๆ อย่างที่เคยคิดไว้ เพราะฉะนั้นตนจึงเริ่มต้นหาคำตอบว่า ทำไมแบบเรียนสมัยเด็กๆ ถึงได้ปลูกฝังแนวคิด ทัศนคติในแง่ไม่ดีต่อพวกเขา ทำให้มองภาพปรากฎในปัจจุบันและนำไปเชื่อมโยงกับความรู้ต่างๆ จนลึกไปสู่ความจริงที่ถูกปลูกฝังจากอดีต
อาจารย์สุนทร กล่าวว่า จากการศึกษาพบว่าภาพชาวเขาที่ถูกนำ เสนอออกมาผ่านแบบเรียนวิชาภาษาไทยและสังคมศึกษาชั้นประถมยุคต่างๆ นับตั้งแต่ปีพ.ศ. 2488 ถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะหลักสูตรปี 2503 ,2521,2533 และ 2544 จะมีความแตกต่างและไม่ต่อเนื่องกันอย่างเห็นได้ชัดเจน จนสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นมายาคติและแง่มุมของอำนาจในการสร้างภาพตัวแทน ส่วน ความรุนแรงนั้น เกิดขึ้นจากการสร้างจิตสำนึกชาตินิยมแบบคลั่งชาติในแบบเรียน ประกอบกับการสั่งสอนในแบบเรียนว่า ป่าไม้เปรียบเสมือนชาติ และสร้างภาพให้ชาวเขาเป็นผู้ทำลายป่า อยู่ในสถานะผู้ร้ายตัวฉกาจ เป็นผู้ทำลายทรัพยากร ความมั่นคง และลมหายใจของชาติไทย และหากเทียบเคียงในระดับโครงเรื่อง ชาวเขาก็ไม่ต่างกับชาวพม่า ซึ่งเป็นผู้ที่เผากรุงศรีอยุธยา
อาจารย์สุนทร กล่าวต่อว่า ทัศนคติของคนไทยในปัจจุบันมองว่า ชาวเขาหรือคนป่า ต่างจากคนเมืองหรือคนท้องถิ่นในเรื่องของภาษา ประเพณี วัฒนธรรม การแต่งกาย ฯลฯ ดังนั้น หนังสือเรียนชั้นประถมจึงถือเป็นวรรณกรรมที่ไม่ได้มุ่งเสนอแต่ความรู้ทาง วิชาการเท่านั้น แต่ยังต้องการบอกถึงลักษณะของคนไทย หรือนักเรียนไทยอันเป็นที่พึงประสงค์ของสังคม ตลอดจนความคาดหวัง จูงใจ กระทั่งกล่อมเกลาตัดแต่งนิสัยให้เด็กไทยเป็นไปตามนั้น การเขียนแบบเรียนจึงมักมีสีสัน ประพันธ์เรื่องราวสอดแทรกคุณธรรมควบคู่ความรู้ มีตัวละครต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย ทั้งพระเอก ผู้ช่วย คนร้าย และชาวเขาก็เป็นหนึ่งในตัวละครเหล่านั้น ซึ่งการดำเนินเรื่องโดยแบบเรียนอาจทำให้เด็กมีอารมณ์ร่วมในลักษณะของอารมณ์ ความดีใจ สุขใจ เศร้าใจ ฮึกเหิม เคียดแค้น ชิงชัง ไปกับบทเรียนนั้นๆ ด้วย
"การปลูกฝังทัศนคติของคนไทยผ่านทางแบบเรียนถือเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ ได้เพราะเป็นข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ อย่างน้อยแบบเรียนก็ได้เสนอให้เด็กรู้จักความรุนแรงที่ชอบธรรม หรือความรุนแรงที่สังคมยอมรับได้ และนำมาใช้กับผู้ที่ถูกนิยามว่า "ทำลายชาติ" โดยไม่รู้ตัว" นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยนเรศวร วิทยาเขตพะเยา กล่าว
อาจารย์สุนทร กล่าวว่า ในแบบเรียนสร้างเสริม ประสบการณ์ชีวิตหลักสูตรปี 2521 และ 2533 ให้น้ำหนักไปกับเรื่องของการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะป่าไม้ จนมีการบรรยายภาพความสวยงามโดยแทรกมุมมองด้านคุณค่าและข้อปฏิบัติต่อ ธรรมชาติไปด้วย แต่ในทางกลับกัน ก็จะมีการบรรยายภาพความโหดร้ายของภัยธรรมชาติที่เกิดจากการทำลายต้นไม้ของ มนุษย์ เพื่อให้เด็กนักเรียนเกิดอารมณ์ร่วม นำไปสู่การจดจำและการหวงแหน ปกป้องทรัพยากรธรรมชาติ และมองว่า การ ทำไร่เลื่อนลอยของชาวเขา ถือเป็นบ่อนทำลายความมั่นคงของชาติ กระทั่งเมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงสนพระทัยเรื่องการดำรงชีพของชาวเขาและทรงติดตามอย่างใกล้ชิด จึงสามารถแก้ปัญหาให้บุคคลเหล่านี้ได้มีการอยู่ร่วมกับธรรมชาติโดยไม่ทำลาย ไม่ว่าจะเป็นการจัดตั้งโครงการพัฒนาต้นน้ำในภาคเหนือ ภายใต้ชื่อโครงการหลวงพัฒนาชาวเขา ซึ่งพระองค์ทรงนำพันธุ์พืชและสัตว์ที่เหมาะแก่อากาศบนภูเขาสูงไปพระราชทาน แก่ชาวเขา เพื่อส่งเสริมการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ให้อยู่เป็นที่ไม่เร่ร่อน รวมถึงทรงแนะนำให้ชาวเขาเลิกปลูกฝิ่นด้วย
ทั้งนี้พบว่า ต่างยุคต่างสมัยกัน คำอธิบายในการแบบเรียนหนังสือของเด็กนักเรียนชั้นประถมเกี่ยวกับการตัดไม้ก็ไม่เหมือนกัน คือ ช่วง ปี 2503 -2521 แบบเรียนเรียกกิจกรรมนี้ว่า "อาชีพอันก่อให้เกิดรายได้เข้าประเทศนำมาด้วยความภาคภูมิใจ" ซึ่งในวิชาสังคมศึกษาหลักสูตรปี 2503 ยังมีการบันทึกความรู้เรื่องการทำไม้ลงไปไม่มากก็น้อย โดยยกเอาแนวคิดเรื่องภูมิศาสตร์กับการประกอบอาชีพ ว่าที่ตั้งของชุมชนมีผลต่อการประกอบอาชีพของคนท้องถิ่นอย่างไร อย่างไรก็ตาม พบว่า ไม่เฉพาะคนทำไร่เลื่อนลอย หรือคนตัดป่าไม้ในพื้นที่เท่านั้นที่เข้ามาทำลายป่าไม้ แต่ปรากฎว่าเป็น "ทุกคน" ที่ได้ผลประโยชน์ถ้วนหน้าจากป่าไม้ ในการนำมาสร้างเป็นบ้านเรือน โต๊ะนักเรียน ตู้ ดินสอ กระดาษสมุด หนังสือ คำตอบของแบบเรียนพ.ศ. 2503 จึงพบว่า ทุกคนเป็นคนทำลายป่าไม้ นั่นเอง
แต่พอเมื่อ ช่วง พ.ศ. 2521-2544 ในแบบเรียน กลับเขียนไว้ว่า "ผู้ทำลายป่า คือ ผู้บุกรุกและเห็นแก่ตัว" ซึ่งโฟกัสไปที่คนทำไร่เลื่อนลอย มีการกล่าวถึงชาวเขาในลักษณะเป็นอื่นจากความเป็นไทย ที่สร้างปัญหาระดับชาติ กระทั่งแบบเรียนในพ.ศ. 2544 ก็ค่อยๆ เปลี่ยนทัศนคติมุมองที่มีต่อชาวเขาออกไป เปลี่ยนเป็นการโทษพวกนายทุน หรือคนเมืองที่มีการจ้างให้มีการตัดไม้ทำลายป่า และยกย่องให้ชาวเขา "ปกาเกอะญอ" เป็นกลุ่มคนที่อนุรักษ์ธรรมชาติ มีปรัชญาที่เน้นความสมดุลระหว่างคนกับธรรมชาติ อย่าง ไรก็ตาม พบว่า นิยามความหมายที่แปรเปลี่ยนทั้งหมดก็ คือ ความเป็น "มายาคติ" นั่นคือ "อำนาจที่เบี่ยงเบนสายตาให้จ้องมองแต่เพียงแง่มุมเดียว ดังนั้นการชี้ให้เห็นอีกมุมมองหนึ่งของความจริงจึงเป็นเรื่องสำคัญในการผลิต และสืบทอดความรู้สู่เยาวชน"
อาจารย์สุนทร กล่าวสรุปว่า เพราะ ฉะนั้นคำตอบที่ว่าเหตุใดป่าไม้ในประเทศไทยจึงหายไปอย่างมหาศาลนั้น จึงอาจเป็นเพราะนโยบายของรัฐที่มีมาตั้งแต่ ปี 2504 ที่ส่งเสริมให้มีการขยายการปลูกพืชเชิงเดี่ยว ส่วนวาทกรรมการทำไร่เลื่อนลอยที่แพร่และขยายผลโดยรัฐนั้นเป็นไปเพื่อกลบ เกลื่อนนโยบายที่ผิดพลาดของรัฐบาล ที่นำประเทศไปสู่ "ภัยพิบัติทางธรรมชาติ" ซึ่งนี่ก็คือ "อำนาจของผู้สร้างมายาคติ" เพราะฉะนั้นคำดูถูกเหยียดหยามและอคตินานาประการที่มีต่อชาวเขาโดยเฉพาะ เรื่องป่าไม้ แท้จริงแล้วกลับสะท้อนให้เห็นว่าเป็น "บาป"ที่รัฐบาลในช่วงเวลานั้นก่อแล้วโยนให้กับพวกเขา แต่ก็อาจรวมไปถึงคนไทยโดยทั่วไปที่มีอาชีพเกี่ยวกับการทำไม้จำนวนมากด้วยที่ ยัดเยียดความผิดให้กับพวกชาวเขา เพราะฉะนั้นทำให้มองมายังรัฐว่า เหตุใดถึงยัดเยียดความไม่ดีให้กับชาวเขาอย่างนี้ มีเงื่อนไข และข้อปฏิบัติอย่างไรในด้านดีๆ กับพวกเขาบ้าง ซึ่งถ้าหาคำตอบ หรือยุทธวิธีได้ก็จะนำไปสู่ทางออกที่ไม่รุนแรงและไม่เกิดเป็นปัญหาความ เกลียดชังที่ฝังใจตามมาได้



del.icio.us
Digg
Comments (0 posted):
Post your comment