ไทยใกล้อวสาน?
นับวันจะยิ่งเห็นร่องรอยของความแตกแยกของคนในชาติ ถ่างกว้างมากยิ่งขึ้นๆ จากภาพที่ปรากฏในการชุมนุมประท้วงรัฐบาลและการสลายการชุมนุมคนเสื้อแดง (นปช.) จนกระทั่งถึงภาพที่นายกรัฐมนตรี (นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ) ของคนไทยบางส่วน รองนายกรัฐมนตรี (นายสุเทพ เทือกสุบรรณ) อาจรวมถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (นายกษิต ภิรมย์) ที่จะต้องใช้รถกันกระสุนเป็นพาหนะในการลงพื้นที่เพื่อปฏิบัติงานตามสถานที่ ต่างๆ
ลำพังตัวนายกรัฐมนตรีใช้รถกันกระสุนเป็นพาหนะอาจไม่ ใช่เรื่องแปลกอะไรนัก หากเกินในสถานการณ์บ้านเมืองเป็นปกติมากกว่านี้ เพราะในฐานะที่เป็นนายกรัฐมนตรีย่อมจะได้รับการปกป้องและดูแลเป็นพิเศษกว่า บุคคลทั่วไปแต่เหตุการณ์เช่นว่านี้ได้ลุกลามมาจนถึงระดับรองนายก รัฐมนตรี และรัฐมนตรีบางคน อาจจะลามไปถึง รัฐมนตรีทุกคน ส.ส. หลายๆ คน หรือทุกคน ที่คาดว่าเป็นฝ่ายตรงกันข้ามในทางการเมืองกับใครบางกลุ่ม ทุกระดับ อาจรวมถึงกลุ่มประชาชนที่เคลื่อนไหวทางการเมืองทุกกลุ่มด้วย
ได้ เห็นภาพผู้นำหรือผู้บริหารประเทศที่เดินทางไปไหนมาไหนต้องใช้รถกันกระสุน มีทหาร ตำรวจล้อมหน้าล้อมหลัง เป็นจำนวนมาก และมากกว่าจำนวนประชาชนในพื้นที่ ที่ผู้นำหรือผู้บริหารประเทศต้องไปพบ เพื่อสอบถามปัญหา หรือแก้ปัญหาให้กับประชาชนเหล่านั้นแล้วก็หดหู่ใจ แกมสังเวชใจ
และอดที่จะคิดจินตนาการย้อนไปถึงอดีต ก่อนที่อาณาจักรสุโขทัยและอยุธยาจะล่มสลาย หรือบางประเทศที่ต้องแบ่งเป็นตะวันออก ตะวันตก แบ่งเป็นเหนือ เป็นใต้ ไม่ได้ว่า อาณาจักร และประเทศเหล่านั้นจะมีเค้าลางเช่นกำลังเกิดกับประเทศไทยในขณะนี้หรือเปล่า หนอ
เพราะประเทศไทยทุกวันนี้ช่างมืดมน อนธการ สิ้นดี ยากที่จะหาทางออกจากวิกฤตให้กับคนในชาติและประเทศชาติได้
ผู้ หลักผู้ใหญ่ ผู้มีบารมี หรือมากบารมีจะในรัฐธรรมนูญหรือนอกรัฐธรรมนูญก็ตาม ที่เคยแก้ปัญหาความขัดแย้งได้ มาถึงบัดนี้แทบมองไม่เห็นใครเลย ที่จะทำเช่นนั้นได้ เพราะหากมีใครสักคนเอ่ยคำพูดบางประโยคออกมา จะถูกผิดอย่างไร ก็ไม่พ้นจะถูกโยงให้เป็นฝ่ายใด ฝ่ายหนึ่งเสมอ
คำพูด การกระทำเหล่านั้น นอกจากจะไม่ช่วยแก้ปัญหาให้กับบ้านเมืองนี้แล้ว ยังช่วยเพิ่มปัญหาความแตกแยกให้กับบ้านเมืองยิ่งขึ้นไปอีก
ประเทศไทยได้ชื่อว่ามีประชากรส่วนใหญ่นับถือพระพุทธศาสนาและเกือบจะได้บัญญัติว่า พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติไว้ในรัฐธรรมนูญ
หลาย ฝ่ายหลายบุคคลพยายามเรียกร้องให้คนในชาติหรือบุคลากรในสถาบันศาสนาต่างๆ และในองค์กรของพระพุทธศาสนาเป็นตัวกลางเข้ามาแก้ไข คลี่คลาย ความขัดแย้ง แตกแยกของคนในชาติ อาจโดยการนำความน่าเชื่อถือในฐานะเป็นสถาบันหลัก หรือนำหลักธรรมของพระพุทธศาสนาในฐานะที่มีหลักธรรมที่เน้นความสามัคคี (สุขา สังฆัสสะ สามัคคี) ความเมตตาอารี (พรหมวิหารธรรม 4) ความเอื้อเฟื้อ เผื่อแผ่ ความอดทน เป็นต้น มาเป็นฐานในการแก้ไขปัญหา
แต่จนแล้วจนรอด บุคลากรในสถาบันศาสนาต่างๆ หรือบุคลากรในพระพุทธศาสนาก็ไม่อยากเปลืองตัว หรือถูกป้ายสีให้เป็นสีใด สีหนึ่งในสถานการณ์เช่นนี้
มีผู้ใหญ่ใน บ้านเมืองอย่างน้อย 2 ท่านที่ออกมาพูดประหนึ่งว่าจะเตือนสติหรือขู่ฝ่ายหนึ่ง ฝ่ายใด หรืออาจจะปลงตกยอมรับในการกระทำของตนเองก็ได้ว่า "ขอให้ระวังทำกรรมอะไรไว้ย่อมจะได้รับผลแห่งกรรมนั้นตอบสนอง" หรืออาจเป็นการส่งสัญญาณเตือนไปถึงรัฐบาลก็ได้ เพราะ รัฐบาลที่นำโดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก่อนที่จะก้าวเข้ามาเป็นรัฐบาลได้ก็เพราะการกระทำ (กรรม) ในลักษณะอย่างใด อย่างหนึ่งไว้ ก็ต้องพร้อมที่จะยอมรับกับผลแห่งการกระทำที่ได้เคยทำไว้เช่นนั้นด้วย และดูเหมือนผลแห่งกรรมนั้นกำลังผลิดอกออกผลอยู่เช่นกัน
พวกเราในฐานะ เป็นผู้กระทำกรรมร่วมอย่างใดอย่างหนึ่ง อาจโดยทางตรงและทางอ้อม ก็ต้องก้มหน้ายอมรับผลแห่งกรรมเช่นนั้น และอาจต้องทำใจให้ยอมรับว่า ฤๅ ประเทศไทยใกล้จะถึงกาลอวสาน เสียแล้วกระมัง



del.icio.us
Digg
Comments (6 posted):
ผมนายวิเชียร เส้นทอง เจ้าของบทความนี้ที่เคยส่งให้มติชน อยากเรียนถามคณว่า ได้บทความของผมนี้มาจากไหน ที่ใช้เผยแพร่ที่ นี่ ที่ถามแบบนี้ไม่ได้ติดใจเรื่องอื่นใด แต่อยากทราบว่า เท่าที่จำได้ผมส่งบทความนี้ให้มติชนรายวันเพียงฉบับเดียว แต่เห็นมาปรากฎในหนังสือพิมพ์หรือเวปไซดืของท่าน ขอให้ท่านชี้แจงให้ผมเข้าใจด้วยจะเป็นพระคุณยิ่ง
นายวิเชียร เส้นทอง
บทความที่นำเสนอบนเว็บไซท์แห่งนี้ส่วนใหญ่เป็นการรวบรวมบทวิคราะห์จากเว็บไซท์สื่อต่างๆ เช่นบทความ ไทยใกล้อวสาน? นี้ได้คัดลอกบทความมาจากเว็บไซท์มติชนออนไลน์ ดังลิงค์ด้านล่างนี้
http://matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01act05100552§ionid=0130&day=2009-05-10 หากมีปัญหาหรือต้องการส่งข้อมูลข่าวสารข้อติติงข้อโต้แย้งหรือต้องการติดต่อเรา สามารถอีเมลล์สอบถามได้ที่ info@pitakthai.com
Post your comment