Home | บทความ | บทความการเมือง | จาก "เขายายเที่ยง" ถึง "เขาสอยดาว" กับคำว่า "สองมาตรฐาน"

จาก "เขายายเที่ยง" ถึง "เขาสอยดาว" กับคำว่า "สองมาตรฐาน"

     Font size: Decrease font Enlarge font
image

หลังจาก "เขายายเที่ยง"

         "เขาสอยดาว" คือเป้าหมายต่อไปของกลุ่มคนเสื้อแดง ในการชุมนุมเรียกร้องหาความเป็น "มาตรฐาน" ทางกฎหมายในสังคมไทย

         "มาตรฐานทางกฎหมาย" ที่กลุ่มคนเสื้อแดงเชื่อว่า เวลานี้สังคมไทย ไม่ได้มีแค่ "มาตรฐานเดียว"

         หากไม่มองในแง่การเมืองที่กลุ่มคนเสื้อแดงพยายามจ้องขย้ำคอ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ

         ด้วยเหตุผลที่ว่า มีสายสัมพันธ์อันดีกับคนตระกูล "โสภณพนิช" เจ้าของธนาคารกรุงเทพ จำกัด(มหาชน) และเชื่อมโยงไปถึงการเป็นกลุ่มทุนของพรรคประชาธิปัตย์

         ยังมองในแง่กฎหมาย จะพบว่า การตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการครอบครองพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เขาสอยดาว และเขตป่าสงวนแห่งชาติ ใน จ.จันทบุรี ของนักธุรกิจและนายทุน โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผ่านมากว่า 6 ปีแล้ว

         แต่ไม่สามารถเอา "คนผิด" มาลงโทษ และ ทำการ "เพิกถอน" ที่ดินที่ถูกบุกรุกได้

         เรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นปี 2544 โดยกรมป่าไม้ได้รับการร้องเรียนจาก กมธ.เกษตรและสหกรณ์ วุฒิสภา ชุด นายอนันต์ ดาโลดม อดีต ส.ว.สุราษฎร์ธานี เป็นประธาน ให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว

         ครั้งนั้น นายสุนทร วัชรกุลดิลก อดีต ผอ.ส่วนป้องกันและปราบปราม กรมป่าไม้ อดีตเจ้าหน้าที่ป่าไม้ อดีตเจ้าหน้าที่ป่าไม้ 7 กรมอุทยานแห่งชาติและสัตว์ป่าปัจจุบันเป็นผอ.สำนักทรัพยากรธรรมชาติและสิ่ง แวดล้อม จ.สุราษฎร์ธานี ได้รับมอบหมายให้สอบสวนข้อเท็จจริง

         พบกลุ่มนักธุรกิจและนายทุนเข้าไปครอบครองที่ดินทับซ้อนกับพื้นที่ที่จัด สร้างสนามกอล์ฟเขาสอยดาวแบบ "ผิดกฎหมาย" จริง ทั้งหมด 8 ราย

         1.บริษัท สวนจันทรบุรี จำกัด นายประยุธ ปุณศรี และ นายธีรพงษ์ นานวิชัย ครอบครองพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฯ 150-3-01 ไร่

         2.บริษัท สวนจันทบุรี จำกัด นายประยุธ ปุณศรี และ นายธีรพงษ์ นานวิลัย ครอบครองพื้นที่เขตป่าไม้ และ นายธีรพงษ์ นานวิลัย ครอบครองพื้นที่เขตป่าไม้ 33-2-40 ไร่

         3.นางพิไลจิตร เริงพิทยา และบริษัท สวนจันทบุรีฯ ครอบครองพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฯ 48-3-25 ไร่ แปลงที่ดินเลขที่ 13

         4.นายสมบัติ ลีสวัสดิ์ตระกูล และบริษัท สวนจันทบุรีฯ ครอบครองพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฯ 49-3-93 ไร่ แปลงที่ดินเลขที่ 14

         5.นายนภดล รมยะรูป และบริษัท สวนจันบุรีฯ ครอบครองที่ดินเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฯ 6-1-71 ไร่ เขตป่าไม้ 43-2-24 ไร่ แปลงที่ดินเลขที่ 15

         6.นายชาลี โสภณพนิช ประธานบริษัท ซิตี้เรียลตี้ จำกัด และบริษัท สวนจันทบุรีฯ ครอบครองที่ดินเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฯ 33-3-77 ไร่ เขตป่าไม้ 16-0-12 ไร่แปลงที่ดินเลขที่ 17

         8.นายชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงเทพ และบริษัท สวนจันทบุรีฯ ครอบครองที่ดินเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า 49-3-47 ไร่ แปลงที่ดินเลขที่ 18

         รวมพื้นที่ 482-3-78

         แยกเป็นพื้นที่ทับซ้อนเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาสอยดาว 389-3-02 ไร่ และทับซ้อนเขตพื้นที่ป่าไม้ถาวร 93-76

         พื้นที่ดังกล่าวทับซ้อนอยู่ในสนามกอล์ฟเขาสอยดาว บนพื้นที่ 4,012 ไร่ 2 งาน 27 ตารางวา ตั้งอยู่หมู่ 2 ต.ทับไทร อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี

         จากหลักฐานทางราชการพบว่าพื้นที่ทับซ้อนทั้งหมด "ไม่มีเอกสารสิทธิ" และ "ไม่มีใบเหยียบย่ำ"

         แต่ผู้ถือครองอ้างว่าซื้อมาจากชาวบ้าน

         มีการแจ้งความต่อกองบัญชาการสอบสวนกลาง เมื่อเดือนสิงหาคม 2546 แต่เนื่องด้วยคดีดังกล่าวมีกลุ่มข้าราชการเข้าไปเกี่ยวข้อง ตำรวจจึงส่งเรื่องให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) พิจารณาเพื่อชี้มูลความผิด

         ปลายปี 2548 ป.ป.ช.วินิจฉัยว่าการครอบครองที่ดินดังกล่าว "มีมูลความจริง"

         แต่จนถึงปัจจุบันคดียังอยู่ระหว่างการสืบสวนสอบสวนของอัยการจังหวัดนนทบุรี

         ทั้งที่มีการ "ส่งฟ้อง" ไปตั้งแต่ปี 2546

         หากนำแผนที่แนบท้ายทั้งในประเทศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 200 ประกาศเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาสอยดาว ลงวันที่ 26 สิงหาคม 2515 และกฎกระทรวงฉบับที่ 97 (พ.ศ.2508) ประกาศเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าเขาสอยดาว มาเปรียบเทียบ

         จะพบ่าที่ดินกว่า 300 ไร่ ที่นักธุรกิจและนายทุนกลุ่มนี้ครอบครองอยู่ภายในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขา สอยดาว และเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าเขาสอยดาว ซึ่งพื้นที่ว่างเปล่าไม่เคยมีการออกเอกสารสิทธิหรือโฉนดรับรอง

         เช่นเดียวกับที่ดินอีกเกือบ 100 ไร่ ในเขตพื้นที่ป่าไม้ถาวร

         เป็นเรื่องน่าแปลก ที่การกระทำเช่นนี้ ถูกวางเฉย นิ่งเงียบ มานานกว่า 6 ปี


         นี่คือมาตรฐานทางกฎหมาย และมาตรฐานทางสังคมของไทย ที่ "คนรวย-คนมีอำนาจ" มักมี "อภิสิทธิชน" เหนือกฎหมายและความถูกต้อง

         ดังนั้น กรณี "เขาสอยดาว" จึงแทบจะไม่แตกต่างกันเลยกับกรณี "เขายายเที่ยง"

         หมายความว่า รู้ตัวว่าทำผิดกฎหมาย แต่ก็ยังจะทำ...?

         อย่ามองกรณีดังกล่าวในมิติทางการเมือง ให้มองในเชิงข้อเท็จจริง จะเกิดความเข้าใจ

         กรณี "เขายายเที่ยง" จึงเป็นตัวอย่างของคำว่า "สองมาตรฐาน" ในระบบยุติธรรมของไทย

         ที่แม้ว่าเวลานี้ ผู้ที่ทำผิดกฎหมายอาจยังไม่ถูกลงโทษทัณฑ์

         แต่สังคมก็ได้ "พิพากษา" ลงโทษไปแล้ว

         และเชื่อว่าที่สุดแล้ว คำว่า "สองมาตรฐาน" ก็จะเกิดขึ้นที่ "เขาสอยดาว" เช่นกัน

Comments (0 posted):

โปรดอ่าน
ข้อความทีท่าน ได้อ่านบนเวบเพจนี้ เกิดขึ้นจากการเขียนโดยสาธารณชน และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเวบไซด์แห่งนี้ ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ผู้อ่านจึงต้องใช้วิจารณญาณ ในการกลั่นกรองด้วยตัวเอง และถ้า ท่านพบเห็นข้อความใดๆ ที่ ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม กรุณาแจ้งมาที่ info@pitakthai.com เพื่อทีมงานจะได้ ดำเนิน การทันที ขอบพระคุณ

Post your comment comment

Please enter the code you see in the image:

  • email Email to a friend
  • print Print version
  • Plain text Plain text
Advertising
Tags
No tags for this article
Rate this article
0