Home | บทความ | บทวิเคราะห์อื่นๆ | ทิศทางการเคลื่อนตัวของไต้ฝุ่น PARMA และไต้ฝุ่น Melor

ทิศทางการเคลื่อนตัวของไต้ฝุ่น PARMA และไต้ฝุ่น Melor

     Font size: Decrease font Enlarge font
image

หลังจากไต้ฝุ่นกิสนาที่มีความเร็วลมถึง 185กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้พัดถล่มพื้นที่ทางตอนกลางของฟิลิปปินส์ และเวียดนามไปแล้วในสัปดาห์ที่ผ่านมาและสร้างความสูญเสียต่อทั้งชีวิตและ ทรัพย์สินของประชาชนทั้งสองประเทศเป็นจำนวนมาก.

หลังจากไต้ฝุ่นกิสนาที่มีความเร็วลมถึง 185กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้พัดถล่มพื้นที่ทางตอนกลางของฟิลิปปินส์ และเวียดนามไปแล้วในสัปดาห์ที่ผ่านมาและสร้างความสูญเสียต่อทั้งชีวิตและ ทรัพย์สินของประชาชนทั้งสองประเทศเป็นจำนวนมากด้วยความเร็วของกระแสลมและ ปริมาตรของน้ำฝนจำนวนมหาศาลที่ตกลงมา รวมไปถึงทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันขึ้นในหลายพื้นที่ทางตอนบนและพื้นที่แถบ ตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยในบริเวณที่แนวพายุกิสนาได้พัดผ่านไปแล้ว นั้น ก็ยังคงมีพายุที่พัฒนาตัวเองขึ้นจนมีความแรงในระดับไต้ฝุ่นอีกถึงสองลูกที่ มีทิศทางมายังบริเวณอ่าวตังเกี๋ยและอาจส่งผลกระทบต่อประเทศไทยได้ หากเกิดการเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนตัวเนื่องจากกระแสลมประจำฤดูในช่วงเดือน ตุลาคม-พฤศจิกายนนี้

 

 

จาก การเฝ้าติดตามการก่อตัวและการพัฒนารวมไปถึงการเคลื่อนตัวของพายุ Parma และ พายุ Melor ในช่วงที่ผ่านมาจนถึงวันนี้ พายุ Parma ซึ่งขณะนี้ลดความรุนแรงลงเป็นพายุโซนร้อนแล้วและมีความเร็วลมที่ จุดศูนย์กลางประมาณ 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมงโดยมีทิศทางอยู่ในบริเวณใกล้กับเกาะไหหลำและเกาะไต้หวัน อาจจะทวีกำลังแรงขึ้นกลับเป็นพายุไต้ฝุ่น Parma ขึ้นอีกครั้งเนื่องจากอุณหภูมิของน้ำทะเลในบริเวณนั้นมีความเหมาะสม (อุณหภูมิของน้ำทะเลที่จะกลายเป็นแหล่งพลังงานชั้นดีของพายุไต้ฝุ่นจะอยู่ ที่ประมาณ 26 องศาเซลเซียส) โดยมีจุดศูนย์กลางปกคลุมในทะเลระหว่างเกาะไต้หวันและเกาะลูซอนของประเทศฟิ ลิปินส์และมีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนที่เพียงแต่ว่าพายุไต้ฝุ่น Parma ลูกนี้จะเปลี่ยนทิศทางไปทางไหน? ตอนนี้เท่าที่ลองวิเคราะห์ภาพถ่ายทิศทางการเคลื่อนตัวของไต้ฝุ่น Parma และไต้ฝุ่น Melor จากดาวเทียมตรวจอากาศจะมี 2 ทิศทางที่อาจมีความเป็นไปได้คือ

 

 

1. พายุโซนร้อน Parma จะเคลื่อนที่ตามพายุไต้ฝุ่น Melor ที่มีกำลังแรงมากกว่าโดยพายุไต้ฝุ่น Melor จะดูดเอามวลของพายุโซนร้อน Parma และเคลื่อนที่ไปที่ประเทศญี่ปุ่นเนื่องจากขณะนี้ร่องความกดอากาศสูงที่จะ เป็นตัวดันให้พายุเบี่ยงเบนทิศทางลงมาด้านล่างซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อประเทศ ในแถบเอเซียตะวันออกเฉียงใต้เหมือนกับไต้ฝุ่นกิสนายังคงมีกำลังไม่แรงมากนัก เนื่องจากอยู่ในระหว่างการเปลี่ยนฤดูจากฤดูฝนเข้าสู่ฤดูหนาว ร่องความกดอากาศสูงที่จะเป็นตัวดันเอาทิศทางของไต้ฝุ่นให้เคลื่อนตัวไปทาง ทิศตะวันตกเฉียงใต้จึงยังคงมีกำลังอ่อนอยู่

 



2.พายุ โซนร้อน Parma จะขาดจากการดูดกลืนมวลของพายุไต้ฝุ่น Melor เนื่องจากพายุไต้ฝุ่น Melor ซึ่งมีขนาดที่ใหญ่กว่าและมีการเคลื่อนตัวค่อนข้างเร็วซึ่งอาจทำให้มันอยู่ ห่างจากพายุ Parma มากเกินไปจนทำให้พายุโซนร้อน Parma ขาดจากอิทธิพลของพายุไต้ฝุ่น Melor จึงเป็นเหตุให้พายุโซนร้อน Parma เคลื่อนที่ลงมาที่ทะเลจีนใต้โดยอาจมีทิศทางที่คล้ายคลึงกับไต้ฝุ่นกิสนาก็ อาจเป็นได้ ซึ่งจากเหตุผลทั้ง 2 ข้อที่กล่าวมาแล้วเหตุผลข้อที่ 2 น่าจะมีเปอร์เซ็นต์มากกว่าข้อที่ 1 แต่อย่างไรก็ตามในช่วง 2 วันนี้พายุโซนร้อน Parma จะไม่เคลื่อนที่ไปไหนโดยจะมีศูนย์กลางปกคลุมในทะเลระหว่างเกาะไหหลำ เกาะไต้หวันและเกาะลูซอน ประเทศฟิลิปินส์หรือบริเวณใกล้เคียงกันนี้

 

 

 

พายุ ไต้ฝุ่นทั้ง 2 ลูกนี้อยู่ในบริเวณที่มีความใกล้เคียงกันทั้งสภาวะของบรรยากาศ อุณหภูมิโดยรอบของฐานพายุและระดับของอุณหภูมิน้ำทะเล แต่พายุไต้ฝุ่น Melor ที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางและขนาดที่ใหญ่กว่าพายุโซนร้อน Parma จะทวีกำลังแรงขึ้นเป็น Super Typhoon ( มีความเร็วลมรอบจุดศูนย์กลางตั้งแต่ 135kts ขึ้นไปหรือประมาณ 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) และพายุไต้ฝุ่น Melor อยู่ที่ลัดติจูดค่อนข้างสูงหรืออยู่ค่อนข้างไปทางเหนือจะมีแนวโน้มเคลื่อน ที่ไปทางทิศตะวันออกเข้าสู่บริเวณทางตอนใต้ของเกาะญี่ปุ่น ส่วนการที่พายุไต้ฝุ่น Melor จะมีการถ่ายเทพลังงานกันกับพายุโซนร้อน Parma นั้นก็อาจเกิดขึ้นได้ตามปรากฏการณ์ที่เรียกว่า ฟูจิวาร่าเอ็กเฟ็คที่ทำให้เกิดการถ่ายเทพลังงานของพายุทั้งสองลูกนี้ ซึ่งพายุไต้ฝุ่น Melor อาจจะดึงให้พายุโซนร้อน Parma เคลื่อนตัวขึ้นไปทางทิศเหนือตามไปด้วย ส่วนอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้พายุโซนร้อน Parma ลดความเร็วลมลงจากไต้ฝุ่นระดับที่สามจนในขณะนี้กลายเป็นพายุโซนร้อนที่มี ความเร็วลมประมาณ 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงและแทบจะไม่เคลื่อนตัวเลยเกิดจากความกดอากาศสูงหรือมวล อากาศเย็นในบริเวณทะเลจีนใต้ทำให้ Parma ยังคงมีกำลังของลมรวมไปถึงทิศทางการเคลื่อนตัวที่ไม่แน่นอน แต่ถ้าหากว่ามวลอากาศเย็นในบริเวณที่พายุโซนร้อน Parma เคลื่อนตัวอยู่อ่อนกำลังลงก็มีความเป็นไปได้ว่ามันอาจกลายสภาพกลับมาเป็น ไต้ฝุ่นที่มีกำลังไม่แตกต่างไปจากไต้ฝุ่นกิสนามากนักและอาจกลับมาส่งผลกระทบ ถึงประเทศไทยได้เช่นกัน

 



การ เฝ้าระวังและติดตามสภาพอากาศรวมไปถึงการพยากรณ์และคาดการ การเคลื่อนตัวของพายุในฤดูกาลนี้มีความจำเป็นมากเนื่องจากสภาวะการณ์ที่เกิด ขึ้นจากสาเหตุของอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้นทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่างๆตามมา อีกมาก ความเร็วลมของพายุที่เกิดขึ้นทั่วโลกมีแนวโน้มที่จะทวีความรุนแรงเพิ่มมาก ขึ้นและก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงต่อชีวิตและพื้นที่อยู่อาศัยในบริเวณ ที่ประสบภัยพิบัตจากพายุ ลองย้อนกลับไปดูเหตุการณ์ในวันที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2532 ที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์และจังหวัดชุมพรกับเหตุการณ์ภัยพิบัติครั้งร้าย แรงที่สุดที่ไต้ฝุ่นได้กระทำต่อพื้นที่ในบริเวณนั้นกันครับ

 

 

 

พายุ ไต้ฝุ่นเกย์ (อังกฤษ: Typhoon Gay)ถือเป็นพายุไต้ฝุ่นลูกแรกที่พัดเข้าสู่ประเทศไทย(ไม่นับพายุโซนร้อนแฮ เรียตที่พัดถล่มแหลมตะลุมพุก)โดยเริ่มก่อตัวขึ้นเป็นพายุดีเปรสชั่นในอ่าว ไทยตอนล่างในวันที่ 1พฤศจิกายน พ.ศ. 2532จากนั้นก็เคลื่อนตัวขึ้นเหนือและมีกำลังรุนแรงขึ้นเป็นพายุโซนร้อนและ พายุไต้ฝุ่นตามลำดับ โดยใช้เวลาในการพัฒนาตัวเองเพียงแค่ 3 วัน วันที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ.2532 เวลา 08.30 น.พายุไต้ฝุ่นเกย์เคลื่อนเข้าสู่ชายหาดบริเวณภาคใต้ตอนบนด้วยความเร็วลมถึง 118กิโลเมตรต่อชั่วโมง และเข้าถล่มอำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ บางสะพานน้อยและอำเภอบางสะพาน ก่อนขึ้นฝั่งที่อำเภอท่าแซะ และปะทิวจังหวัดชุมพรซึ่งทำให้เกิดคลื่นพายุซัดฝั่งที่อำเภอบางสะพานน้อย บางสะพาน ท่าแซะและ ปะทิว พายุไต้ฝุ่นเกย์เคลื่อนตัวไปทางทิศตะวันตกอย่างรวดเร็วผ่านประเทศพม่า ก่อนจะพัดออกสู่ทะเลอันดามัน มหาสมุทรอินเดียและอ่อนกำลังลงเป็นพายุโซนร้อน พอถึงวันที่ 6 พฤศจิกายนก็ทวีกำลังขึ้นใหม่อีกครั้งเนื่องจากอุณหภูมิของน้ำทะเลในมหาสมุทร อินเดียมีความเหมาะสมโดยอยู่ที่ประมาณ 26 องศาเซลเซียส แล้วพัดถล่มหมู่เกาะอันดามันและเคลื่อนขึ้นสู่ชายฝั่งของประเทศอินเดียในวัน ที่ 8 พฤศจิกายนด้วยความรุนแรงสูงสุดที่ระดับ 5 (สูงกว่า 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง)และสลายตัวไปในวันที่ 10 พฤศจิกายน

 

 

ความเสียหายในประเทศไทย
ความ เสียหายในจังหวัดชุมพรจากพายุไต้ฝุ่นเกย์ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตไปถึง 446 คนบาดเจ็บ 154 คน บ้านเรือนเสียหาย 38,002 หลัง ประชาชนเดือดร้อน 153,472 คน เรือล่ม 391 ลำ ถนนเสียหาย 579 เส้น สะพาน 131 แห่ง ทำนบและฝาย 49 แห่งโรงเรียนพัง 160 โรง วัด 93วัด มัสยิด 6 แห่ง พื้นที่การเกษตร 80,900,105ไร่ สัตว์เลี้ยงตาย 83,490 ตัว ประเมินความเสียหาย 11,257,265,265 บาท พายุไต้ฝุ่นเกย์ถือเป็นพายุหมุนเขตร้อนที่สร้างความเสียหายให้กับประเทศไทย มากที่สุดในรอบ 27 ปี นับตั้งแต่พายุโซนร้อนแฮเรียตถล่มแหลมตะลุมพุกในปีพ.ศ. 2505เป็นพายุลูกเดียวในประวัติศาสตร์ที่พัดเข้าสู่ประเทศไทยในระดับไต้ฝุ่น และยังเป็นพายุที่มีความเร็วลมสูงสุดขณะขึ้นฝั่งเท่าที่เคยมีมาในคาบสมุทร มลายู

การพยากรณ์และการคำนวณพายุหมุนเขตร้อนนี้โดยหน่วยงานศูนย์ร่วม การเตือนภัยไต้ฝุ่น (Joint Typhoon Warning Center หรือ JTWC)ของ สหรัฐฯ เป็นการพยากรณ์ตามระดับมาตรวัดพายุหมุนเขตร้อนของ ซัฟเฟอร์ –ซิมป์สัน (Saffir – Simpson Scale)ของสหรัฐ ตามข้อกำหนดจากต่างประเทศบริเวณที่ได้รับอิทธิพลจากเฮอร์ริเคนซึ่งส่วนใหญ่ ยอมรับใช้กัน พยากรณ์และคำนวณความเร็วลมที่รอบศูนย์กลางพายุที่ค่าเฉลี่ย 1นาที(1-Minute Mean) ใช้กรณีเดียวกับศูนย์เฮอร์ริเคนแห่งชาติ (NationalHurricane Center หรือ NHC) / ต่างจากประเทศไทยที่มีการพยากรณ์และคำนวณพายุหมุนเขตร้อนตามระดับมาตรวัด พายุหมุนเขตร้อนตามมาตรฐานสากล (International Standard)ตามข้อกำหนดจากต่างประเทศบริเวณที่ได้รับอิทธิพลจากไต้ฝุ่นซึ่ง ส่วนใหญ่ยอมรับใช้กัน พยากรณ์และคำนวณความเร็วลมที่รอบศูนย์กลางพายุที่ค่าเฉลี่ย10 นาที (10-Minute Mean) ดังนั้นข้อมูลทั้งค่าความกดอากาศ ความเร็วลม จะไม่เหมือนกัน
1)ระดับมาตรวัดพายุหมุนเขตร้อนของ ซัฟเฟอร์ –ซิมป์สัน (Saffir – Simpson Scale) พยากรณ์โดยศูนย์ร่วมการเตือนภัยไต้ฝุ่น(Joint Typhoon Warning Center หรือ JTWC)ของสหรัฐ ฯตามข้อกำหนดจากต่างประเทศบริเวณที่ได้รับอิทธิพลจากเฮอร์ริเคนและส่วนใหญ่ ยอมรับใช้กัน / ค่าเฉลี่ยความเร็วลมที่รอบศูนย์กลางพายุ 1นาที(1-Minute Mean)
ระดับของซัฟเฟอร์-ซิมพ์สัน --------------------- ความเร็วลมสูงสุดที่รอบศูนย์กลาง
Tropical Depression (TD); พายุดีเปรสชัน ----- 25 – 33 นอต หรือ 46-61 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
Tropical Storm (TS); พายุโซนร้อน ------------ 34-63 นอต หรือ 63-117 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
Typhoon (Category 1); ไต้ฝุ่นระดับ 1 ---------- 64-83 หรือ 119-154 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
Typhoon (Category 2); ไต้ฝุ่นระดับ 2 ---------- 84-96 นอต หรือ 156-178 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
Typhoon (Category 3); ไต้ฝุ่นระดับ 3 ---------- 97-113 นอต หรือ 180-209 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
Typhoon (Category 4); ไต้ฝุ่นระดับ 4 ---------- 114-135 นอต หรือ 211-250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
Super Typhoon (Category 5); ซูเปอร์ไต้ฝุ่นระดับ 5 ---------- 135 นอต หรือ 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ขึ้นไป

2) ระดับมาตรวัดพายุหมุนเขตร้อนประเทศไทยใช้ตามมาตรฐานสากล (INTERNATIONALSTANDARD)ตามข้อกำหนดจากต่างประเทศบริเวณที่ได้รับอิทธิพลจาก ไต้ฝุ่นและส่วนใหญ่ยอมรับใช้กัน / ค่าเฉลี่ยความเร็วลมที่รอบศูนย์กลางพายุ 10นาที (10-Minute Mean)
ระดับ -------------------------------- ความเร็วลมสูงสุดที่รอบศูนย์กลาง
Tropical Depression (TD) --------->33 นอต หรือ 62 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
Tropical Storm (TS) --------------- >34 – 47 นอต หรือ 63 – 88 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
Severe Tropical Storm (STS) ----- >48 – 63 นอต หรือ 89 – 118 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
Typhoon (TY) ---------------------- >64 นอต ขึ้นไป หรือ 119 กิโลเมตรต่อชั่วโมงขึ้นไป

ข้อมูลอ้างอิงบางส่วนจาก กรมอุตุนิยมวิทยา
arcom roumsuwan [chang]
e-mail chang.arcom@thairath.co.th

Comments (0 posted):

โปรดอ่าน
ข้อความทีท่าน ได้อ่านบนเวบเพจนี้ เกิดขึ้นจากการเขียนโดยสาธารณชน และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเวบไซด์แห่งนี้ ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ผู้อ่านจึงต้องใช้วิจารณญาณ ในการกลั่นกรองด้วยตัวเอง และถ้า ท่านพบเห็นข้อความใดๆ ที่ ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม กรุณาแจ้งมาที่ info@pitakthai.com เพื่อทีมงานจะได้ ดำเนิน การทันที ขอบพระคุณ

Post your comment comment

Please enter the code you see in the image:

  • email Email to a friend
  • print Print version
  • Plain text Plain text
Advertising
Tags
No tags for this article